วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

ลิลลี่


ลิลลี่
ลิลลี่ (Lily)
ข้อมูลทั่วไปและประวัติ
ลิลลี่เป็นดอกไม้เมืองหนาว มีถิ่นกำเนิดในจีน และตอนเหนือของญี่ปุ่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ดอกที่มีหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน หัวของลิลลี่คือส่วนของลำต้นที่อัดตัวกันแน่น ประกอบด้วยฐานของหัวลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ ด้านบนเป็นกลีบเรียงซ้อนกันเป็นชั้นทำหน้าที่สะสมอาหาร ด้านล่างของฐานมีรากงอกออกมา หัวของลิลลี่จะเจริญและเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปีจะสร้างจุดเจริญใหม่ขึ้นในหัว เมื่อหัวพัฒนาเต็มที่ และได้ผ่านช่วงฤดุหนาวเกิดการทำลายการพักตัวของหัว ยอดใหญ่จะเจริญเติบโตเป็นลำต้นเหนือดินและส่วนยอดจะสร้างช่อดอก ช่อดอกจะมีกลีบ 6 กลีบแยกจากกัน มีเกสรตัวผุ้ชูขึ้นที่ใจกลางดอก ลิลลี่นั้นมีหลายสี ทั้ง ขาว ชมพู ส้ม แดง ม่วง และมีสองสีในดอกเดียวกัน นอกจากนี้บางพันธุ์ยังมีจุดกระบนกลีบดอกอีกด้วย ซึ่งได้รับความนิยมมาก ดอกจะบานได้ 2-4 วัน
พันธุ์
1. กลุ่มลูกผสมลองจิฟลอรัม เช่น พันธุ์สโนว์ ควีน, ไวท์ยุโรป
2. กลุ่มลูกผสมเอเชียติก เช่น พันธุ์อิลิท
3. กลุ่มลูกผสมออเรียลเทิล เช่น พันธุ์มอนทานา, พันธุ์โอลิมปิคสตาร์
การขยายพันธุ์
การเก็บหัวพันธุ์ หลังจากตัดดอกแล้ว ให้เหลือส่วนของลำต้นประมาณ 10-20เซนติเมตร เหนือดิน ทิ้งให้หัวอยู่ในดินประมาณ 2 เดือน จากนั้นเก็บหัวขึ้นนำดินที่ติดรากมากเกินไปออก บรรจุในถุงพลาสติกที่มีวัสดุเพาะชำ เช่น ขุยมะพร้าวชื้นๆ เก็บที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อทำลายระยะพักตัว ถ้าไม่ปลูกทันทีต้องเก็บหัวที่อุณหภูมิ –2 องศาเซลเซียส
การขยายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นแบบไม่อาศัยเพศซึ่งแบ่งได้ดังนี้
1. การชำกลีบ (scailing) โดยเก็บหัวพันธุ์และแยกกลีบออก นำไปจุ่มในสารเคมีกันเชื้อรา จากนั้นจึงนำไปปลูกในแปลงใหม่
2.การชำหัวย่อย แยกเป็น
- หัวย่อยใต้ดิน เป็นหัวที่สมบูรณ์ เมื่อขุดหัวขึ้น แยกหัวย่อยใต้ดินออก แล้วนำไปปลูกเพื่อเก็บหัวต่อไป ข้อดีคือ สามารถให้หัวขนาดใหญ่ได้เร็วกว่าวิธีอื่น
- หัวย่อยเหนือดิน เป็นหัวเล็กๆจากตตาข้างบริเวณโคนใบที่อยู่เหนือดิน สามารถนำหัวย่อยเหนือดินไปชำในวัสดุปลูกที่ชื้น ซึ่งต่อไปจะเกิดรากและลำต้น แต่ใช้เวลานานกว่าจะได้หัวใหญ่
3.การชำใบ โดยตัดใบและชำในวัสดุชำที่ชื้นลึก 1.5 เซนติเมตร ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส จะได้หัวย่อยประมาณ 2 หัวต่อใบ โดยใบส่วนยอดจะได้ผลดีกว่าใบส่วนล่าง
4.การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ใช้ในการขยายพันธุ์ใหม่ๆก่อนลงปลูกในแปลง โดยมากจะใช้กลีบเป็นชิ้นส่วนเริ่มต้น
การปลูกและการดูแลรักษา
สภาพที่เหมาะสมในการผลิต
วัสดุที่ปลูก ปลูกในดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ค่าความเป็นกรด-ด่างสำหรับ ลิลลี่กลุ่มเอเชียติก และลองจิฟอรัม ควรอยู่ระหว่าง 6-7 และสำหรับกลุ่มออเรียนเทิล ควรมีค่าความเป็นกรด-ด่าง 5.5-6.5 รักษาความชื้นในแปลง โดยการคลุมดินด้วยวัสดุคลุมดิน เช่นฟางข้าว หรือเปลือกถั่ว
อุณหภูมิ ต้องปลูกในสภาพที่มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อที่จะได้ดอกที่มีคุณภาพดี คือ อุณหภูมิตอนกลางคืนประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส และกลางวันไม่เกิน 20 องศาเซลเวียส
ความชื้น ควรมีความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 80-85
แสง ความเข้มของแสงมีผลต่อคุณภาพของดอก ความเข้มของแสงที่มากเกินไปในช่วงฤดูร้อน จะทำให้ก้านดอกสั้นและแข็งกระด้างจึงต้องพรางแสงประมาณ 30-50% ส่วนในฤดูหนาวให้เอาวัสดุที่ใช้พรางแสงออก
แปลงปลูก ยกแปลงสูง 20-30 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร เว้นทางเดิน 50 เซนติเมตร
การให้น้ำ ควรรดน้ำ 2-3 วันก่อนปลูกเพื่อให้ดินชื้น จากนั้นรดน้ำวันละครั้ง ในช่วงเช้าพยายามให้ดินชื้นอยู่เสมอ ในวันที่อากาศแห้งมากอาจต้องใช้น้ำถึง 8-9 ลิตร ต่อตารางเมตร
การให้ปุ๋ย-ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต 15.5-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัม/พื้นที่ 100 ตรม. ให้หลังจากปลูก 3 สัปดาห์
-ปุ๋ยเม็ดสูตร 12-10-18 ให้หลังจากให้ปุ๋ยครั้งแรกทุก 2 สัปดาห์
-ปุ๋ยโปแตสเซียม เช่น สูตร 13-13-21 ให้หลังตัดดอกทุก 2 สัปดาห์
-ฉีดพ่นธาตุอาหารรอง ให้ทุก 1-2 สัปดาห์
การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว นิยมตัดเมื่อดอกยังตูมอยู่เพื่อลดความเสียหายในขณะขนส่ง จากนั้นนำมาคัดเกรดโดยนับจำนวนดอกต่อช่อ ความยาวก้าน และเส้นผ่าศูนย์กลางของก้าน ควรริดใบที่โคนก้านออกประมาณ 10 ซม. ก่อนแช่ในน้ำ แล้วเก็บไว้ในห้องเย็นอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสเพื่อชะลอการบาน บรรจุในกล่องที่มีรูสามารถระบายอากาศได้ โดยทั่วไปอายุการเก็บเก็บเกี่ยวตั้งแต่ 65-90 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
ศัตรูที่สำคัญ
1.โรครากเน่า สาเหตุจากเชื้อ Rhizoctonia solani
ลักษณะการทำลาย ใบอ่อนใบล่างๆจะเป็นจุดสีน้ำตาลอ่อนทั่วไปและเหี่ยว ต้นชะงักการเจริญ
การป้องกันและกำจัด อบดินโดยใช้สารเคมี เช่น เม็ทธิลโบรไมด์ หรือดาโซเม็ท หรือรดเครื่องปลูกด้วยสารเคมีควินโตซีน
2.โรครากเน่า สาเหตุจากเชื้อ Phytophthora spp.
ลักษณะการทำลาย โคนต้นจะเป็นจุดสีน้ำตาลอมม่วงแล้วลามขึ้นมา ใบเหลือง ลำต้นโค้งงอและล้มหักง่าย
การป้องกันกำจัด อบดินโดยใช้สารเคมี เช่น เม็ทธิลโบรไมด์ หรือดาโซเม็ท หรือใช้สารเคมีพวกมาเน็บฉีดพ่น
3.โรครากเน่า สาเหตุจากเชื้อ Phythium ultimum
ลักษณะการทำลาย ต้นจะเตี้ยเป็นย่อมๆ ใบจะแคบ ห้อยลง และสีหม่นกว่าปกติ ดอกเล็กไม่บานเต็มที่ สีไม่สด เมื่อขุดหัวและรากขึ้นมาจะสังเกตเห็นแผลสีน้ำตาลใสๆและเน่า
การป้องกันกำจัด ป้องกันได้โดยพยายามรักษาความชื้นในอากาศที่ต่ำ ควรให้น้ำแบบหยดและฉีดพ่นด้วยสารเคมีอีทริไดอะโซล หรือแมนโคเซ็ป
4.โรคใบจุด สาเหตุจากเชื้อ Botrytis spp.
ลักษณะการทำลาย ในช่วงที่อากาศชื้นมาก ใบหรือต้นจะเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มขนาด 1-2 ซม. ดอกบานจะเสียหายได้ง่าย โดยจะเป็นจุดอวบน้ำสีเทา
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยสารเคมีเบนเลท ผสมเมนโคเซ็ปทุกสัปดาห์ ช่วงออกดอกควรใช้สารคลอโรธาโลนิล
5. เพลี้ยอ่อน
ลักษณะการทำลาย ใบบนๆจะโค้งงอในระยะแรก และจะบิดเบี้ยว ดอกอ่อนจะมีจุดเขียวและไม่ได้ทรง
การป้องกันและกำจัด ใช้สารเคมี เช่น เดลต้ามีธรินหรือไพริมิคาร์บ ฉีดพ่นทุกๆ 5-6 สัปดาห์
6. โรคดอกร่วง
สาเหตุ เกิดจากพืชได้รับแสงไม่พอ
ลักษณะอาการ ดอกจะร่วงเมื่อเป็นดอกตูม ก้านดอกลีบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น